หลังจากที่ย้ายมาสู่ถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมเมื่อปี 2008 ซึ่งตอนนั้นอาร์เซน่อลปาดหน้าคว้าตัวอารอน แรมซี่ย์มาได้สำเร็จ ซึ่งตอนนั้นมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันที่ให้ความสนใจนักเตะรายนี้อยู่ด้วย ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้นในสมัยที่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิป และหลังจากนั้นมาเขาก็เติบโตขึ้นมากับทางอาร์เซน่อล ซึ่งมีช่วงที่ไม่ดีของเขาด้วย แต่ระยะหลังเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักได้อยางเต็มภาคภูมิกับทีมของอาร์เซน เวเนกอร์ ที่จะมีเขาเป็นตัวเลือกลำดับแรกอย่างแน่นอนในแดนกลางของอาร์เซน่อล หากเขาฟิตพร้อมลงสนาม แต่ด้วยตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นอูไน อเมรี่ กุนซือคนใหม่ชาวสเปนแล้ว ทำให้สถานการณ์และสิทธิพิเศษที่อารอน แรมซี่ย์เคยได้เหมือนว่ามันจะเปลี่ยนไป เมื่อตอนนี้เขาดูเหมือนส่วนเกินในแผงกองกลางของอาร์เซน่อลในยุคของอเมรี่ไปแล้ว ซึ่งเห็นได้จากนัดที่ทีม “ปืนใหญ่” เปิดรังเอมิเรต สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งรูปเกมเป็นไปแบบที่ทีมเจ้าบ้านครองบอลสู้ผู้มาเยือนไม่ได้เลย ทำให้ครึ่งเวลาหลัง กุนซือคนใหม่วัย 46 ปีเลือกที่จะเปลี่ยนตัว รวมถึงเปลี่ยนแผนการเล่นด้วย โดยการส่งอเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ กองหน้าชาวฝรั่งเศสลงมาแทนอารอน แรมซี่ย์ ทั้งๆ ที่กองกลางในสนามตอนนั้นมีทั้งกรานิค ชาก้า กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ และมัตเตโอ เก็นดูซี่ กองกลางดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสที่พึ่งไปซื้อตัวมาจากทีมในฝรั่งเศส แต่อูไน อเมรี่เลือกที่จะเปลี่ยนเอาอารอน แรมซี่ย์ออกมา และเลือกที่จะเติมเกมรุกลงไปแทน

ซึ่งว่ากันตามตำแหน่งแดนกลางของอาร์เซน่อล ซึ่งจะมีกองกลางในลักษณะที่เป็นตัวรับเยอะ ส่วนกองกลางที่จะเป็นกองกลางตัวรุกจะมีเพียงเมซุต โอซิลและเฮนริค มคิทาร์ยานเท่านั้นที่เป็นรุกชัดเจน ส่วนกลางตัวรับก็จะประกอบไปด้วยกรานิค ชาก้า มัตเตโอ เก็นดูซี่ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ และลูคัส ตอร์ไรร่า กองกลางทีมชาติอุรุกวัยที่เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวตัดเกมชัดเจน แต่สำหรับอารอน แรมซี่ย์ที่เป็นเหมือนกองกลางที่ไม่มีจุดเด่นว่าจะเล่นรุกหรือรับเด่นกว่ากัน แต่ว่าเขามีจุดเด่นในการสอดขึ้นไปทำประตูได้บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ใช่นักเตะประเภทที่จะผ่านบอลสวยๆ ให้เพื่อนทำประตูได้บ่อยๆ ทำให้เขาเหมือนไม่มีจุดยืนที่แน่ชัด ซึ่งระบบของอูไน อเมรี่ต้องการนักเตะที่มีลักษณะชัดเจน